×
×
×
×

รายการแนะนำร้านอาหาร

รายการ วันที่ลงประกาศ
Christmas goes Pink at the Bangkok Hotel Lotus Sukhumvit 24th and 25th December, 2015 at Coco's Cafe
Jingle Bells Jingle Bells Jingle all the way. This year we bring you the best of Christmas treats, so book your seats today! Selections in our buffet include Lobster Bisque, station of Traditional Whole Roasted Turkey with Chestnut stuffing and a wide selection of Seafood on Ice and a carving. Performance from Christmas Carol Singers and surprise visit of Santa Claus with his sack full of gifts. 24th December, 2015(Christmas Eve)Time: 18:00 – 22:30THB 990 ++ including a complimentary glass of Sparkling Wine (For adult only) and half price under 12 years old25th December, 2015 (Christmas Day)Time: 12:00 – 15:00THB 690 ++ including a complimentary glass of Sparkling Wine (For adult only) and half price under 12 years oldLocation: Coco’s CaféHIGHLIGHT: Come 4 adults pay 3.Coco’s Café is open every day from 5.30 a.m. – 10.30 p.m. For information and reservation, please call at 02 610 0111 Ext 4900www.cocosukhumvit33.com
17/12/2015
Spend New Year’s Eve Countdown Party 2016
Ring in the New Year in Colorful Night Countdown Party. Treat yourself to a sumptuous International Buffet Dinner at Am Café where you are invited to join the party atmosphere, Live Band Entertainment and fantastic prizes to countdown into 2016.Baht 2,000 net per person inclusive free flow of soft drinks Reserve your seat now ! Countdown Booking at Hotel’s Lobby Tel : 02 254 0444 ext 1505, 1631 E-mail : [email protected] www.amtel.co.th 
17/12/2015
อิ่มเอมสุข “วันพ่อแห่งชาติ” ที่ ห้องอาหารนานาชาติ 204 บิสโทรแอนด์บาร์
ห้องอาหารนานาชาติ 204 บิสโทรแอนด์บาร์ โรงแรมสวิสโฮเต็ล เลอ คองคอร์ด ขอเชิญลูกๆ ร่วมบอกรักคุณพ่อด้วยการมอบของขวัญมื้อพิเศษกับช่วงเวลาแห่งความสุขอบอุ่นเเห่งปีกับโปรโมชั่น “คุณพ่อทานบุฟเฟ่ต์ ฟรี” ฉลอง “วันพ่อเเห่งชาติ” ในวันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2558 เมื่อมาฉลอง 4 ท่านขึ้นไปต่อโต๊ะ (รวมคุณพ่อ) ทั้งมื้อบรันช์และมื้อค่ำใน ราคาท่านละ 990++บาท พิเศษ! คุณลูกจะได้รับเค้กแทนใจเพื่อมอบแด่คุณพ่อคนพิเศษคุณพ่อและครอบครัวจะได้อิ่มอร่อยไปกับบุฟเฟ่ต์อาหารทะเลและอาหารนานาชาติที่รวมความอร่อย หลากหลายไว้มากมาย อาทิ ปูอลาสก้าสดๆ ตับห่าน หอยนางรม หอยแมงภู่นิวซีแลนด์ กุ้ง กั้ง ปลาหมึก ชีสนานาชนิด สลัดบาร์ พาสต้า-สปาเกตตี้ พิซซ่า มุมบาร์บีคิว อาหารไทยรสชาติต้นตำรับ รวมถึงซูชิ ซาชิมิ ติ่มซำ ปิดท้ายด้วยเค้ก ไอศครีมโฮมเมด และผลไม้ให้เลือกอิ่มอร่อยได้ไม่จำกัดห้องอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติ 204 บิสโทรแอนด์บาร์ ตั้งอยู่ชั้น G ณ โรงแรมสวิสโฮเต็ล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพฯ เปิดบริการทุกวัน มื้อกลางวัน ตั้งแต่เวลา 11.30 น. - 14.30 น. และมื้อค่ำ ตั้งแต่เวลา 18.00 น.-22.30 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งล่วงหน้า โทร. 02-694-2222 ต่อ 1530
27/11/2015
อิ่มอร่อยวันพ่อแห่งชาติ 2558 ณ ห้องอาหารควิซีน อันปลั๊ก
วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2558 ห้องอาหารควิซีน อันปลั๊ก โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ ขอเชิญคุณจูงมือคุณพ่อ พร้อมครอบครัวมาอิ่มอร่อยในเทศกาลวันพ่อแห่งชาติ พิเศษ! คุณพ่อทานฟรี ตลอดมื้อกลางวันและมื้อค่ำ พร้อมเพลิดเพลินกับสารพัดเมนูอาหารของบุฟเฟต์นานาชาติในมื้อกลางวันและบุฟเฟ่ต์เทศกาลปูสำหรับมื้อค่ำกันอย่างจุใจอิ่มอร่อยกับหลากหลายเมนูบุฟเฟ่ต์นานาชาติจากเชฟโดมินิค แฟรร์โชดิ์ ที่คิดค้นและสร้างสรรค์อย่างพิถีพิถัน อาทิมุมอาหารจีนอย่างติ่มซำ ฮะเก๋า ซาลาเปา หมูแดง หมูหรอบในมื้อกลางวัน หรือจะเป็นเป็ดอย่างแสนอร่อย มุมอาหารญี่ปุ่น พลาดไม่ได้กับข้าวปั้นหน้าปลาดิบ มุมอาหารทะเลสดๆ ตัวโตๆ ทั้งกุ้งแดง กุ้งแม่น้ำ ปูม้า หอยแลงภู่นิวซีนแลนด์ ทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บสูตรเฉพาะของทางโรงแรมฯ มุมอาหารอิตาเลี่ยน พิซซ่าหน้าต่างๆ หรือคิชร้อนๆ มุมสลัดผักเพื่อสุขภาพ มุมชีสและเนื้อเย็นตัด ปิดท้ายด้วยขนมหวานสีสันสดใส ทั้งเค้ก มาการองรสต่างๆ และนานาผลไม้หวาน กรอบ ตามฤดูกาล และพบกับไฮไลท์เด่นในมื้อค่ำกับบุฟเฟ่ต์เทศกาลปู นำทีมโดย ปูอลาสก้าก้ามโต ปูยักษ์ญี่ปุ่น ปูทะเล ปูม้า และปูน้ำตาล ที่นำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูต่างๆ อาทิ ห่อหมกปูอลาสก้า ปูน้ำตาลอบซอสไวน์ขาว เทมปุระปู ส้มตำปูทะเลนึ่ง และอีกมากมาย หรือจะทานแบบ Seafood on ice พร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดก็ไม่ว่ากัน มื้อกลางวัน เวลา 11.30 – 14.30 น. ราคาท่านละ 1,150 บาท มื้อค่ำ เวลา 18.00 – 22.30 น. ราคาท่านละ 888 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ สำรองที่นั่งได้ที่หมายเลข 02 680 9999
27/11/2015
คุณพ่อทานฟรี ในวันพ่อแห่งชาติ
ห้องอาหาร J’AIME by Jean-Michel Lorain (แฌม บายฌอง-มิเชล โลรองต์) รังสรรค์เมนูพิเศษเนื่องในวันพ่อแห่งชาติ ด้วยชุดเมนูอาหารฝรั่งเศสมื้อกลางวัน 5 คอร์ส กับความอร่อยระดับมิชลินสตาร์ เพื่อเป็นการสมนาคุณแด่ลูกค้าในโอกาสที่ห้องอาหารเปิดให้บริการครบรอบ 1 ปีในเดือนธันวาคมนี้ ให้สิทธิพิเศษแก่คุณพ่อทานฟรี! เมื่อมารับประทานตั้งแต่ 4 ท่านขึ้นไป โดยในเมนูประกอบไปด้วย ซุปล็อบเตอร์ สลัดเนื้อปู ทูน่า และโพชเอ้กคาโบนาร่าสไตล์ จานหลักซึ่งมีให้เลือกระหว่างเมนูหมูสามชั้นหนังกรอบและพูเร่ฟักทอง ไก่สโลว์คุกเสิร์ฟพร้อมควินัว หรือปลากะพงขาวออสเตรเลียนึ่ง รวมของหวานพีแคนนัทช็อกโกแลตและไอศครีมชอร์เบทชุดอาหารฝรั่งเศสมื้อกลางวัน 5 คอร์ส ในราคา 2,299 บาทสุทธิต่อท่าน รวมเครื่องดื่มซอฟท์ดริงค์ ชาและกาแฟให้บริการเฉพาะในวันเสาร์ที่ 5 ธันวาคมนี้เท่านั้น ตั้งแต่เวลา 12.00 น. – 15.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และสำรองที่นั่งได้ที่โทร. 02 119 4899 หรืออีเมล์ [email protected]
27/11/2015
Father’s Day Special 888 THB Relive Xing Fu Memories with Dad 5th December, 2015
Treat you Father to a Special Dim Sum Buffet Lunch in the atmosphere of the legendary Chinese Restaurant Xing Fu. For THB 888 NET per person only you can enjoy an All you can Eat Buffet on Saturday December 5th 2015 at The [email protected] from 11.30AM – 15.00 PM (Lunch Only)Private rooms are available upon request. Book a minimum of 4 people and your Dad eats free and receive a complimentary 1-pound cake.*Credit card discount do not apply with any promotion. Additional 10% discount for Accor Plus members only*www.hotellotussukhumvit.com
27/11/2015
หูฉลามเพื่อสุขภาพ เริ่มต้น 450++ บาท โรงแรมเดอะ แกรนด์ โฟร์วิงส์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ
โรงแรมเดอะ แกรนด์ โฟร์วิงส์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ ศรีนครินทร์ ขอต้อนรับปลายฝนต้นหนาวด้วยเมนูเพื่อสุขภาพกับ “ซุปหูฉลาม” ระดับพรีเมี่ยมให้คุณได้มาบำรุงสุขภาพกัน ณ ห้องอาหารจีน หยู เห้อ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ธันวาคม ศกนี้ดูแลสุขภาพของคุณด้วยซุปหูฉลามเพื่อสุขภาพ ที่เชฟอาหารจีนของเราได้คัดสรรเนื้อหูฉลามอย่างพิถีพิถัน และนำมาเคี่ยวกับน้ำซุปสูตรพิเศษเป็นเวลาหลายชั่วโมงจนได้รสชาติความหวานของน้ำซุปชั้นเยี่ยม พร้อมทั้งคุณค่าทางอาหารที่ครบถ้วน เพื่อนำมาบำรุงสุขภาพได้เป็นอย่างดี อาทิ หูฉลามจักรพรรดิ์ หูฉลามตุ๋นแฮมยูนาน หูฉลามน้ำแดง หูฉลามเนื้อปู และหูฉลามไก่เส้นเห็ดเข็มทอง เป็นต้น เสิรฟ์ร้อนๆ แล้วในราคาเริ่มต้น 450++ บาท บริการทั้งมื้อกลางวัน 11.30 น. – 14.30 น. และมื้อค่ำ 18.30 น. – 22.30 น.สำรองที่นั่งและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 02-378-8000 ต่อ 4205
25/09/2015
เค้กคัสตาร์ดมะพร้าวอ่อน เนื้อนุ่ม ละลายในปาก ลด 30% ทุกรายการที่เอเชีย เบเกอรี่ -โรงแรมเอเชีย กรุงเทพ
ในเดือนกันยายนนี้ เอเชีย เบเกอรี่ เอาใจผู้ที่หลงใหลในขนมหวาน ด้วย เค้กคัสตาร์ดมะพร้าวอ่อน เนื้อนุ่ม ละลายในปาก เปิดบริการตั้งแต่ 07.00 - 21.00 น. และพบกับช่วงเวลาพิเศษสุด หลังเวลา 17.00 น.เป็นต้นไป ลด 30% ทุกรายการ (ยกเว้นคุกกี้) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-217- 0808 ต่อ 5358
17/09/2015
สนใจลงบทสัมภาษณ์
ติดต่อได้ที่ [email protected]
23/07/2015
พล ตัณฑเสถียร ดาราหนุ่ม คอลัมนิสปัจจุบันเปิดร้านอาหาร Spring & Summer
สัมภาษณ์ คุณพล ตัณฑเสถียร เรื่องแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จ ประวัติชีวิตคร่าว ๆ ถึงปัจจุบัน ครอบครัวเป็นครอบครัวคนจีนทำอาชีพค้าขาย ทำธุรกิจอิมพอร์ตเหล้าจากต่างประเทศ มีห้องให้เช่า มีอพาร์ทเม้นท์เล็ก ๆ ขนาดกลางๆ มีพี่น้องแปดคน เป็นลูกคนเล็ก พอโตขึ้นมาเรียนสายพาณิชย์ ต่อมาก็เรียนกฎหมาย เอ็นทรานซ์เข้านิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ แล้วก็ไปเรียน เอ็มบีเอ ที่อเมริกา แต่ละด้านที่เรียนมาจะแตกต่างกันเยอะ พอกลับมางานแรกที่ทำก็คือแสดงภาพยนตร์ ต่อมาก็เล่นละคร ทำงานด้านมาร์เก็ตติ้งกับ บริษัท ซีพี เซเว่นอีเลฟเว่น ทำไปพร้อมๆ กันเลย และก็เล่นละครต่อมาเรื่อยๆ หลังๆ ก็ซาด้านละครลง มาทำด้านอาหารซะเยอะ มาเป็นคอลัมน์นิสต์ แวะเยี่ยมชมร้านอาหาร และเขียนให้หนังสือแพรว และก็มาเปิดร้านอาหาร สปริงและซัมเมอร์ แรงบันดาลใจสู่เส้นทาง : นักแสดง หลังจากเรียนจบ MBA จากอเมริกา ก็กลับมาประเทศไทยด้วยความตั้งใจที่จะเป็นนักแสดงละครเวที ซึ่งแรงบันดาลใจที่อยากเป็นนักแสดงละครเวทีนี้มาจากการที่ตอนเรียนที่อเมริกาได้มีโอกาสดูละครเวที ละครบรอดเวย์ เยอะมาก ได้เห็นความสามารถหลากหลายของนักแสดง รู้สึกทึ่งในความสามารถ นักแสดงชายที่ทั้งร้อง ทั้งเล่น ทั้งเต้น แล้วยังรู้สึกว่าดูเท่ห์ มากๆ ก็ทำให้ในขณะนั้นรู้ตัวเองเลยว่าอยากเป็นนักแสดง กลับมาก็มุ่งตรงไปสมัครเป็นนักแสดงที่โรงละครกรุงเทพ ซึ่งเป็นที่เดียวที่มีการเล่นละครเวที เข้าไปบอกเขาตรงๆ ว่าผมอยากเป็นนักแสดง มาสมัครเป็นนักแสดง ซึ่งตอนนั้นเราก็ไม่ได้มีชื่อเสียงไม่ได้เป็นใครที่รู้จัก อีกทั้งยังไม่มีพื้นฐานด้านการแสดงมีแต่ประสบการณ์ที่ได้ดูละครเวทีเยอะ จนเกิดแรงบันดาลใจให้อยากเป็นนักแสดง เขาก็ไม่ให้เราเล่น พอบอกว่าไม่ให้เราเล่น เราก็เลยรู้สึกว่าอยากอยู่ใกล้เวทีเป็นอะไรก็ได้ ก็เลยได้ไปเป็นแบ็คสเตทให้เขา ได้ไปเข็นเวทีเรียกนักแสดง ก็เป็นจุดเริ่มที่ดีทำให้เราได้รู้จักพี่ๆ นักแสดง สักระยะ ภาพยนตร์เรื่องคู่กรรมภาคสองเปิดออดิชั่นก็มีพี่ที่รู้จักพาไป ก็ได้ไปออดิชั่นกับเขา ก็ได้รับเลือกให้เล่นหนังเรื่องคู่กรรมภาค 2 และพอทางโรงละครทราบก็เชิญให้มาเล่นละครด้วย หลังจากนั้นก็มีงานแสดงละครทางโทรทัศน์ตามมา แรงบันดาลใจสู่เส้นทาง : คอลัมนิสต์ ด้วยบุคลิกหน้าตาทำให้ในการแสดงละครส่วนใหญ่จะได้รับบทบาทที่เป็น คุณชาย เป็นคนเรียบร้อย คนดูก็จะติดภาพลักษณ์ของตัวละคร พอมาช่วงหลังเริ่มมีละครคอมเมดี้ บทกุ๊กกิ๊ก ละครเช้า และรับงานพิธีกรหลายรายการ ทำให้คนดูเห็นตัวตนเห็นบุคลิกในแบบที่แตกต่างไปจากภาพตัวละครที่เคยคุ้นตา และมีผู้ใหญ่ท่านนึงที่เป็นอดีตนางเอกสมัยช่อง 4 บางขุนพรหม ซึ่งตลอดชีวิตการแสดงของท่านเป็นนางเอกมาโดยตลอด และแสดงเรื่องน้ำเซาะทรายเป็นเรื่องสุดท้าย เพื่อให้คนดูจดจำเธอในบทบาทของนางเอกตลอดไป ท่านสอนให้ผมมีศักดิ์ศรี อย่าดูถูกคนดู อย่าทำร้ายความรู้สึกของคนดู หลังจากนั้นผมจึงเลือกบทที่จะแสดง รับละครน้อยลง และเห็นว่าอาชีพนักแสดงต้องใช้หน้าตา ถ้าวันนึงถึงวันที่ไม่สามารถแสดงได้แล้วจะทำอย่างไร ผมจึงคิดว่าต้องเริ่มทำอะไรสักอย่าง ซึ่งต้องเริ่มทำก่อนที่จะแก่เกินไป ก็มีแรงบันดาลใจจากการที่ได้ไปอ่านหนังสือเล่มนึงแล้วในหนังสือไม่มีคอลัมน์เกี่ยวกับอาหารเลย ก็เลยคิดกันกับพี่ชายทำคอลัมน์อาหาร ไปเสนอบรรณาธิการ 3 คอลัมน์ ซึ่งก็ได้การตอบรับให้เขียนทั้ง 3 คอลัมน์ และหลังจากนั้นก็ได้เสนอคอลัมน์อาหารไปยังนิตยสารต่างๆ หลายสิบเล่ม ซึ่งแพรวก็เป็นนิตยสารฉบับหนึ่งที่อยากเขียน ก็ตอบรับกลับมาเป็นเล่มแรก จึงได้มีโอกาสเขียนให้หนังสือแพรวถึงปัจจุบัน แรงบันดาลใจสู่เส้นทาง : เชฟ และร้าน “สปริง” และ “ซัมเมอร์” ระหว่างที่ทำคอลัมน์เกี่ยวกับอาหารผมได้ไปสัมภาษณ์ ถ่ายภาพ ได้ไปชิมอาหาร เราก็ขอเข้าครัว ขอสูตร ขอเบอร์โทรศัพท์ติดต่อไว้ทำให้ได้รู้จักเพื่อนที่เป็นเชฟเพิ่มขึ้นหลายคน และได้เห็นเพื่อนที่เป็นเชฟผู้ชายยืนแร่ปลาเพื่อทำอาหารให้เพื่อนกินในงานเลี้ยงแล้วรู้สึกว่าเทห์ดีนะ จึงเป็นแรงบันดาลใจว่าถ้าไม่ได้เป็นนักแสดงแล้วจะเป็นเชฟ คือ คิดว่าทำงานอะไรแล้วต้องทำให้เด่น ทำอะไรต้องทำให้ดี ต้องมีแพลน บี ถ้าไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้อันดับแรก และก็เริ่มศึกษาเก็บข้อมูลมาเรื่อยๆ จนกระทั่งคิดจะเปิดร้านอาหารขึ้นมา คือร้าน “สปริง” และ “ซัมเมอร์” ชื่อร้านไม่ได้ตั้งเองแต่พี่ชายซึ่งเป็นหุ้นส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับด้านโฆษณาเป็นคนตั้งชื่อให้ โดยส่วนมากเมื่อคิดจะทำอะไรจะคิดถึงว่าตลาดมันต้องมี คนมันต้องชอบ คอนเซปท์ต้องมี คือถ้าทำอะไรโดยไม่มีคอนเซปท์มันก็จะอีเหละเขขะ มีคอนเซปท์คือตบให้มันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นตอนที่พี่ชายตั้งให้ก็เนื่องจากว่าที่ตั้งร้านนี้เป็นตึก 2 หลัง เราก็เลยแบ่งโดยใช้อารมณ์มาสื่อ เป็นฤดู "สปริง" ก็จะเป็นอาหารที่เทสต์ดี ทานเสร็จแล้วก็ยังรู้สึกเทสต์ดีอยู่ คือ good after taste คือต้องไม่รู้สึกว่าระหว่างกินก็อร่อยดีแต่พออิ่มแล้วอืดเลี่ยนต่อไปจะไม่กินแบบนี้อีก ต้องพักสักหนึ่งเดือนถึงจะมากินได้อีก เราไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น อยากให้สัมผัสได้ว่าทานเสร็จก็ยังรู้สึกอร่อยสบายตัว พอไปเปรียบเทียบกับฤดูก็นึกถึง "สปริง" ส่วน "ซัมเมอร์" ก็คิดถึงวันหยุด คิดถึงอะไรที่เป็นสีสัน คิดถึงการเอาใจตัวเอง ไม่ต้องคิดมาก เพราะฉะนั้นจึงคิดไปในเรื่องของขนม ซึ่งทานแล้วอาจอ้วน แต่คิดว่าทานเพื่อเป็นรางวัลให้กับชีวิต รางวัลสำหรับมื้ออาหารของเรา ไม่ได้ทานทุกวัน โดยก่อนเปิดร้านก็ได้ว่าจ้างเชฟมืออาชีพก่อนเปิดร้าน 2 เดือน เพื่อคิดเมนูอาหาร สำหรับร้านที่จะเปิดใหม่ แต่พอใกล้จะเปิด ก็มีเหตุขัดใจที่ทำให้เชฟต้องขอลาออกไป ทำให้ต้องพึ่งตัวเอง พอดีมีเพื่อนเป็นลูกชายเจ้าของร้านจิตรโภชนา ก็เลยขอให้คุณพ่อช่วยสอนให้ ตอนแรกท่านก็บอกว่าให้กลับไปเป็นนักแสดงอย่างเดิมเถอะงานร้านอาหารมันหนักเกินไป แต่ผมก็บอกกับท่านว่าถึงตอนนี้ผมถอยไม่ได้ ผมขึ้นหลังเสือมาแล้วผมลงไม่ได้ ต้องเดินหน้าต่อไป และบอกกับท่านว่าถ้าผมเรียนรู้จากท่านไปประสบความสำเร็จแล้วท่านจะรู้สึกภูมิใจที่ได้สร้างคนขึ้นมาด้วยมือท่านเอง และท่านก็สอนให้ทุกอย่าง ให้เข้าผมพาคนเข้าไปอยู่ในครัวด้วย เพื่อเรียนรู้สูตรอาหาร เครื่องดื่มทุกอย่างท่านไม่หวงเลย พอเรียนเสร็จ ผมก็ได้มาคิดว่าจะจ่ายเงินค่าสอนท่านอย่างไร ท่านก็บอกว่าไม่ต้อง ถ้าให้จ่ายจริงๆ คงจ่ายไม่ได้หรอกเพราะเป็นสูตรที่สืบทอดกันมา กลับมาที่ร้านผมก็ต้องมาคิดเมนูอาหาร เมนูเครื่องดื่ม ต้องอ่านหนังสือเพื่อเรียนรู้เรื่องการผสมเครื่องดื่มเอง เพราะจ้างบาร์เทนเดอร์มาไม่นานก็ออก ผมจึงต้องมาเทรนเด็กที่เข้ามาใหม่ด้วยตนเอง เรื่องเมนูอาหารถ้าปล่อยให้เชฟคิดแล้ววันนึงเค้าไม่อยู่ก็ทำให้รสชาติเปลี่ยน จึงต้องคิดเมนูอาหารเองเพื่อควบคุมรสชาติอาหาร เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่ได้มา ไม่ได้เกิดจากแมวมองหรือเกิดจากโชคชะตาฟ้าส่ง แต่เกิดจากการที่เราฝ่าฟันเข้าไปหาและเรามีความต้องการที่จะทำอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าอยู่เฉยไม่เคยมีความคิดจะเป็นนักแสดงแต่มีแมวมองมาชวนเป็นนักแสดง ถ้าเป็นอย่างนี้ผมไม่เอา เพราะมีความรู้สึกว่าความสำเร็จที่เกิดจากอุบัติเหตุหรือความบังเอิญโชคชะตาวิ่งเข้ามาชนเราเองผมเชื่อว่านี่ไม่ใช่เป็นความสำเร็จ และบางทีอาจมุ่งไปผิดทางด้วยซ้ำ และวันนึงเมื่อไปโตในสายงานนั้นแล้ว rewrite ว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ฉันอยากเป็นเราอาจรู้สึก get lost ด้วยซ้ำเพราะเราไปผิดที่ผิดทาง ผมบอกได้เลยว่าสิ่งที่ผมทำทุกอย่างผมไขว่คว้า ผมตั้งใจ ไม่ใช่ว่าโดนปฏิเสธแล้วชีวิตจบ เพราะชีวิตผมถูกปฏิเสธมาตลอดชีวิต มองอนาคตอย่างไร ตัวผมเองคิดว่าผมเป็นคนไม่ค่อยดี คือมีอารมณ์ศิลปิน อารมณ์จะเปลี่ยนทุกวัน วันนี้อยากทำ พรุ่งนี้อาจไม่อยากทำ ตอนนี้จึงอยากสร้างคน อยากให้คนข้างๆ เก่งด้วย จึงให้ความสำคัญกับเด็กที่อยู่กับผม ให้การศึกษา ดูแลให้ดี ต่อไปต่อยอดให้กับเราได้ ให้ดูแลกิจการแทนเราในเรื่องที่ไม่สามารถทำด้วยตนเองได้ โดยเฉพาะระดับบริหาร เพราะระดับล่างเทิร์นโอเวอร์บ่อยมาก นิยามของคำว่า "ความสำเร็จ" โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าความสำเร็จอยู่ที่ความพึงพอใจของเรา อยู่ที่ความคาดหวังของเรา ขึ้นอยู่กับว่าคนเราวางไว้แค่ไหน บางคนมีห้าบาท สิบบาทก็ถือว่าสำเร็จ เพราะวางเป้าไว้แค่นั้น บางคนวางไว้เป็นตัวเลข บางคนก็วางไว้เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้เช่นความมีชื่อเสียง ต่างคนก็แตกต่างกัน อย่างเช่น นักแสดงบางคนสิ่งที่ต้องการชัดเจนเลยก็คือการมีชื่อเสียง แต่สำหรับผมตอนเล่นละคร คือเล่นเพราะรักการแสดง ชื่อเสียงเป็นสิ่งที่ตามมาภายหลัง ความสำเร็จ คือ คนยอมรับ คนชอบงานของผม เชื่อมั่นว่าเป็นนักแสดงได้ การเป็นนักแสดงเป็นการสร้างความฝันให้คนดู เงินเป็นเพียงรางวัล ข้อคิดและคติเตือนใจ • คนเราเกิดมาต้องมีเป้าหมายในชีวิต • ทำอะไรในชีวิต ต้องมีแพลนบี • อย่าวิ่งตามเงิน ต้องทำในสิ่งที่รัก ทำอะไรที่คุณรักที่จะทำ ทำในสิ่งที่อยากเป็น • ใครจะรู้ตัวคุณดีเท่ากับตัวคุณเอง • ทำอะไรต้องตั้งใจ • อย่ากลัวโดนปฏิเสธ • ซื่อสัตย์กับตัวเอง • มีศักดิ์ศรีในตัวเอง มีความภูมิใจในตัวเอง • คิดเสมอว่า ฉันแน่ ฉันเก่ง ฉันต้องทำได้ • ให้เคารพตัวเอง เคารพอาชีพตัวเอง • อย่าเหยียดตัวเอง มีศักดิ์ศรี มีความทะนงในอาชีพของตัวเอง อย่าดูถูกคนดู อย่าทำร้ายความรู้สึกของคนดู • เราจะสมเพศตัวเองไม่ได้ • ชีวิตต้องโก ออน ชีวิตต้องแบ่งสัดส่วนได้ แบ่งเวลาเป็น • ช่วงเด็กอาจทำอะไรบ้าๆ บอๆ ได้มาก แต่เมื่อโตขึ้นกับต้องปรับให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น • ถ้ามีคนมาขอความช่วยเหลือ โดยที่ยังไม่ช่วยตัวเองเต็มที่ จะไม่ให้ความช่วยเหลือ • เจอปัญหาต้องมีสติ ต้องถอยหลังออกมาก่อน แล้วมองกลับไปในมุมที่ไม่ใช่ตัวเรา เพื่อให้ความยุติธรรมกับเขา • จะไม่แก้ปัญหาตอนนั้นไม่ใช้อารมณ์ตอนนั้นตัดสินปัญหา
23/07/2015
“เชฟเอียน” เมนูชีวิตระดับโลก
เมื่อเชฟมือทองชื่อก้องโลกอยู่ตรงหน้า คุณจะเลือกขออะไรจากเขา?... เมนูพิเศษระดับเวิลด์คลาสหรือเคล็ดลับหลังเตาที่ไม่มีใครเคยล่วงรู้ ต้องบอกว่าคำตอบที่ได้นั้นไม่ใช่ก็ใกล้เคียง เพราะเมนูที่ร้องขอในครั้งนี้เป็นเมนูที่ไม่ค่อยได้เสิร์ฟให้ใครได้ชิมบ่อยๆ นัก เพราะมันคือ “เมนูชีวิต” ของ “เชฟเอียน” เชฟระดับโลก ซึ่งมีเพียงคนปรุงเท่านั้นที่รู้ส่วนผสมลับๆ ในจานนี้ วงการนักชิมทั้งหัวทองหัวดำทุกวันนี้ ไม่มีใครไม่รู้จัก “เชพเอียน-พงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย” คนไทยคนแรกที่ได้เชิดหน้าชูตาอยู่ในตำแหน่ง Executive Chef ประจำโรงแรมห้าดาว พกพาสัญชาติไปสร้างชื่อเสียงให้อาหารไทยจนสื่อต่างชาติยกย่องให้ร้านอาหารของเขาติดอันดับร้านที่ดีที่สุดในโลกมาแล้ว แต่ใครบ้างจะรู้ว่ากว่าจะถึงจุดหมายสวยหรูอย่างที่เห็น คนหลังเตาอย่างเขาต้องฟันฝ่าอะไรมาบ้าง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าคนเป็นเชฟจะพูดคำคำนี้ แต่เชฟเอียนยืนยันว่าเขาเคยรู้สึกเกลียดการทำอาหารมาก่อนจริงๆ “คนส่วนใหญ่ชอบคิดว่าจะเป็นเชฟได้ ต้องมีแรงบันดาลใจแน่วแน่มาตั้งแต่เด็ก แต่สำหรับผม การคลุกคลีอยู่ในครัวกับคุณแม่มาตั้งแต่เด็ก กลับทำให้ผมรู้สึกเกลียดการทำอาหาร ที่บ้านผมขายข้าวแกง ขายทุกวันตั้งแต่เช้าจนเย็น ไม่มีวันหยุด ผมเห็นคุณแม่ลำบากตลอดเวลา ผมรู้ดีว่าการทำอาหารมันเหนื่อยขนาดไหน ก็เลยไม่เคยคิดจะยึดเป็นอาชีพ แค่คิดว่าการทำอาหารช่วยให้เรามีกินมีใช้ไปวันๆ หนึ่งเท่านั้นเอง” ยิ่งเป็นลูกผู้ชายคนเดียวในพี่น้องทั้งหมด 8 คน เขายิ่งมีโอกาสได้สัมผัสกับความยากลำบากมากกว่าคนอื่นๆ ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ ขับรถพาคุณแม่ไปตลาด ช่วยซื้อของ ยกของ ทำครัว กระทั่งเข็นรถขายข้าวแกงรอบหมู่บ้าน ถึงเวลาไปโรงเรียน พอตกเย็นก็กลับมาช่วยขายข้าวแกงต่อ วันไหนงานวุ่น อยู่ท้ายครัวจนแทบไม่มีเวลานอน ก็อาศัยเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนไปเรียน นอนบนรถเข็นข้าวแกงที่เพิ่งขายเสร็จนั่นเอง ชีวิตของเขาวนเวียนอยู่แบบนี้ กระทั่งทางบ้านกู้เงินส่งไปเรียนเมืองนอกได้สำเร็จ เด็กชายวัย 13 จึงย้ายไปอยู่ในโลกใบใหม่ แต่ท้ายที่สุดก็หนีไม่พ้นชีวิตก้นครัวอยู่ดี “ตอนนั้นไม่ได้คิดอยากทำอาหารเลย ไปลอนดอนเพราะอยากได้ภาษาจริงๆ ไปถึงก็ต้องหาเงิน ตอนแรกเป็นคนล้างหม้อในครัว สักพักก็ขอย้ายไปเป็นพนักงานเสิร์ฟ เพราะอยากฝึกพูดภาษาอังกฤษเยอะๆ เข้างานตีห้าครึ่ง พอเลิกงานตอน 11 โมง ผมจะชอบแวะไปคุยกับเชฟพอลในครัว ช่วยหยิบโน่นหยิบนี่ให้ พอวันหนึ่งพนักงานในครัวลาป่วยกะทันหันและแขกเยอะมาก เชฟเลยขอตัวผมไปช่วยในครัว ตอนแรกผู้จัดการร้านเห็นก็โวยวายใหญ่เลย เพราะปกติเขาจะไม่ให้เด็กเสิร์ฟมายุ่ง แต่พอรู้เรื่อง ผู้จัดการก็บอกผมว่าถ้าอยากเป็นเชฟ เดี๋ยวทางโรงแรมจะส่งให้เรียน เท่านั้นแหละผมตาวาวเลย” เขาได้เรียนหลักสูตรพื้นฐานการเป็นเชฟแบบฟรีๆ แต่โชคร้ายประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวชนจนต้องนอนพักอยู่โรงพยาบาลหลายอาทิตย์ เป็นเหตุให้หมดสิทธิ์สอบและเรียนไม่จบ เชฟเอียนจึงตัดสินใจเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง โดยเดินทางไปช่วยพี่สาวทำร้านอาหารที่ออสเตรเลีย งัดประสบการณ์ทั้งหมดที่มีออกมาใช้ แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ดีพอ “พอแม่บินมาหา ก็ทำเครปใส่ซอสมะเขือเทศสดให้คุณแม่กิน มันเป็นเมนูที่ผมภูมิใจมาก เคยทำให้ลูกค้าที่อังกฤษกิน เขาติดใจกันใหญ่ พอแม่กินคำแรก ถามเลยว่า “ทำอะไรให้กินเนี่ย กินไม่ได้เลย” ตอนนั้นความมั่นใจหายไปหมดเลย คิดอย่างเดียวว่าจะต้องเก่งให้ได้ ก็เลยตัดสินใจเรียนต่อโรงเรียนอาหาร Commercial Cookery ยิ่งเรียนทำอาหาร ยิ่งทำให้รู้สึกตัวว่าอยากเป็นเชฟ ตั้งใจว่าต้องเป็นเชฟที่ประสบความสำเร็จให้ได้เลย” “ตอนนั้นผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคำว่า “สำเร็จ” มันคืออะไร ต้องทำยังไง พยายามหาหนังสือชีวประวัติของเชฟดังๆ มาอ่าน จนได้คำตอบว่าเชฟส่วนใหญ่ที่ดัง เขาต้องผ่านการทำจริง เรียนกับเชฟที่เก่งๆ ก็เลยตัดสินใจเดินเข้าไปขอทำงานกับสุดยอดเชฟของโลกคือเชฟดาเมียน ซึ่งร้านนั้นเป็นร้านอาหารฝรั่งเศสที่ดีที่สุดในออสเตรเลีย แต่เขาก็รับเราเข้าทำงาน” ไม่มีทางตัน! ชีวิตก้นครัวของเขายังดำเนินต่อไป พอดูดซับความรู้จากร้านอาหารหลากหลายแห่งในออสเตรเลียได้สักพัก ก็ย้ายไปฝรั่งเศส ประเทศที่มีวัฒนธรรมการกินและเทคนิคการทำอาหารที่ดีที่สุดในโลก ทุกอย่างกำลังเป็นไปด้วยดี แต่สุดท้ายก็มีเหตุให้ต้องเดินทางกลับไทยตามเพื่อน เนื่องจากเชฟเอียนอยู่ต่อคนเดียวไม่ได้ เขาไม่ถนัดภาษาฝรั่งเศส จึงตัดสินใจกลับมาเริ่มต้นทุกอย่างใหม่ด้วยเงินเดือนเริ่มต้นเพียงแค่ 8,000 บาทเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าที่เคยได้รับจากงานพาร์ตไทม์ที่เมืองนอกไม่รู้กี่เท่า “มาสมัครที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ เป็นเดมีเชฟ หัวหน้าเล็กๆ ในนั้นครับ ตอนแรกก็ตกใจมากเหมือนกันที่เงินน้อยขนาดนี้ แต่คิดว่าอย่างน้อยก็เป็นโรงแรมห้าดาว อีกอย่างมีแต่ฝรั่งอยู่ในครัวทั้งนั้น ถ้ามีคนไทยไปทำบ้างก็คงจะดี ก็เลยลองดู คิดว่าสักวันเขาคงเห็นค่าของเรา (ยิ้ม)" "แล้วโชคก็เข้าข้างจริงๆ ครับ ปี 1995 เขาส่งผมเข้าแข่งขันรายการ International Cooking Competition เป็นการแข่งทำอาหารกันสดๆ ให้คณะกรรมการชิมและตัดสินกันตรงนั้นเลย ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ครีเอตเมนูของตัวเองจริงๆ เพราะปกติเวลาทำงาน เรามีหน้าที่ทำตามที่เชฟสั่งแค่นั้น ก็เลยคว้าโอกาสนี้เอาไว้” สุดท้ายเชฟเอียนก็กลายเป็นม้ามืด เฉือนเอาชนะตัวเต็งจากประเทศสิงคโปร์ด้วยคะแนน 40 ต่อ 41 ครึ่ง ซึ่งถือเป็นคะแนนที่สูงกว่ามาตรฐานเดิมๆ จึงทำให้ชื่อของเชฟเอียนเริ่มเป็นที่จดจำในหมู่คนวงการกระทะเหล็ก เขาใช้โอกาสเหล่านั้นแสดงฝีมือจนได้เลื่อนขั้นเป็น Executive Chef ตำแหน่งสูงสุดที่ไม่เคยมีคนไทยคนไหนทำได้ เชฟเอียนประจำอยู่ที่เดิมเป็นเวลา 11 ปีแล้วจึงตัดสินใจลาออก ท่ามกลางความประหลาดใจของเพื่อนฝูงที่ไม่เชื่อว่าจะมีใครยอมทิ้งเงินเดือนมหาศาลขนาดนั้นได้ “คนอื่นๆ ที่อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ส่วนใหญ่จะคิดว่าตำแหน่ง Executive Chef มันดีที่สุดแล้ว ไม่ต้องทำอะไรไปมากกว่านี้แล้วล่ะ แต่สำหรับผม ผมยังอยากเรียนรู้อีก เพราะถ้าเป็นเชฟโรงแรมต่อไป ผมจะไม่มีวันได้คิดเมนูของตัวเองขึ้นมา แต่ถ้ามีร้านของตัวเองเมื่อไหร่ ผมถึงจะได้ทำในสิ่งที่อยากทำจริงๆ คิดได้แบบนั้นก็เลยขอลาออก เพื่อนๆ ก็ห้าม บอกว่ามันเสี่ยงเกินไปนะ แต่ผมคิดว่าต่อให้ต้องเสี่ยงเพื่อแลกกับการเริ่มต้นใหม่โดยไม่มีอะไรเลย ผมก็ทำ ผมชอบว่ายทวนน้ำครับ ถึงแม้ว่าวันหนึ่งเราอาจจะต้านแรงน้ำไม่ไหว ต้องปล่อยให้ตัวเองลอยไป แต่อย่างน้อยเราก็ได้ทำจนถึงที่สุดแล้ว” “หลายคนชอบพูดว่าอาชีพที่ทำอยู่มันถึงทางตันแล้ว ซึ่งผมไม่เห็นด้วยมากๆ ผมว่าที่มองกันแบบนั้นเป็นเพราะเราไม่ขวนขวายกันมากกว่า เหมือนกับว่าพอพยายามมาถึงจุดหนึ่ง คิดว่าเป็นจุดสูงสุดแล้วก็หยุด แล้วก็บอกว่ามันถึงทางตันแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วทุกอาชีพมันไม่มีทางตันหรอกครับ มันยังไปได้เรื่อยๆ ถ้าเราหาทางต่อให้มันได้และกล้าพอที่จะเสี่ยง ซึ่งผมก็เลือกที่จะเสี่ยงเหมือนกัน” ซูเปอร์เชฟยิ้มกว้างอย่างไม่มีความกลัวอยู่ในแววตา แค่ต้องซีเรียสกับมัน ถึงแม้จะแพกความมั่นใจมาเต็มกระเป๋าขนาดไหน แต่เมื่อถึงคราวเปิดร้านจริง ณ นครนิวยอร์ก ก็ทำเอาเชฟเอียนเกือบพับความฝัน ปิดร้าน “Kittichai Restaurant” ร้านอาหารไทยในต่างแดนแห่งแรกของเขาอยู่เหมือนกัน เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมีให้แก้ได้ไม่เว้นวัน จนถึงกับออกปากว่า “ที่นี่หินจริงๆ” “คงเป็นเพราะตอนที่ไป ผมไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับที่นั่นมาก่อนเลย ไม่รู้วัฒนธรรม ไม่มีคอนเนกชัน ไม่รู้นิสัยใจคอของคนที่นั่น โดยเฉพาะพนักงานในร้าน มีตั้ง 17 เชื้อชาติ บางคนนึกอยากหยุดก็หยุด อยากออกก็ออก บางวันก็ไม่มีพนักงานล้างจานซะงั้น แล้วเราก็ทำอะไรเขาไม่ได้ บางคนอู้งาน เราจะไล่ออกเลยก็ไม่ได้เดี๋ยวจะถูกเขาฟ้องกลับ เพราะบ้านเมืองเขามีกฎหมายคุ้มครอง บางวันฝนตกจนน้ำท่วมครัวก็มี เจอปัญหาสารพัด ปวดหัวไปหมด (ถอนหายใจ) ไปอยู่ได้หกเดือนถึงขั้นโทร.มาบ่นกับคุณแม่เลยว่าอยากกลับบ้าน” แต่ท้ายที่สุดเชฟเอียนก็พิสูจน์คำว่า “ท้อแต่ไม่ถอย” ได้สำเร็จ พยายามใจเย็น ค่อยๆ เรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นจนรู้ทางหนีทีไล่ กระทั่งหกเดือนแรกที่แสนวุ่นวายผ่านพ้นไป ร้านกิตติชัยก็ได้รับการยกย่องผ่านนิตยสาร Conde' Nast Traveller ให้เป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดในนิวยอร์ก ได้รางวัล The Best Asian Restaurant ปี 2005 จนโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ทุกวันนี้ร้านของเขาขยายสาขาอยู่ทั้งนิวยอร์ก มุมไบ บาร์เซโลนา รวมถึงกรุงเทพฯ ยังไม่รวมร้านอาหารและโรงแรมอีกหลายแห่งที่ขอดึงตัวเขาไปเป็นที่ปรึกษา ถามว่าเมนูชีวิตของเขามีอะไรเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ เชฟเอียนยิ้มบางๆ ก่อนบอกสูตรลับว่า “แค่ต้องซีเรียสกับมันครับ” “ทุกคนที่ทำอาชีพ ไม่ว่าอาชีพอะไรก็แล้วแต่ เราควรจะซีเรียสกับสิ่งที่เราทำ ผลของมันอาจจะไม่ได้ตอบแทนให้เห็นภายในวันนี้พรุ่งนี้ อย่างผม ก็ผ่านมาเกือบ 30 ปีกว่าจะได้รับการยอมรับ ตอนนี้คนส่วนหนึ่งมองว่าเชพเอียนประสบความสำเร็จแล้ว แต่ผมบอกไม่เลย เพราะทุกวันของผมก็เป็นเหมือนกับวันใหม่ เป็นวันเริ่มต้นของทุกสิ่ง ถ้าคิดว่าประสบความสำเร็จแล้ว ก็หมายความว่าวันนี้ไม่มีอะไรทำแล้วสิ (ยิ้ม)” “อยากให้ทุกคนซีเรียสและทุ่มเทกับสิ่งที่ตัวเองทำ ถ้าพยายามแล้วจริงๆ รับรองว่าจะเห็นผลแน่นอน ที่สำคัญ ไม่อยากให้ดูแค่ผลตอบแทนเป็นหลัก ไม่อยากให้มานั่งคิดว่าวันนี้ทำงานเกินเวลาไป 2 ชั่วโมง 4 ชั่วโมง เราทำเกินเงินเดือนไปแล้ว เราต้องได้ค่าตอบแทนมากกว่านี้ ให้คุ้มค่ากับแรงงานที่เสียไป ไม่อยากให้คิดกันแบบนั้น ไม่อยากให้วัดค่าประสบการณ์จากช่วงเวลาที่ทำ อยากบอกว่ามันเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้จริงๆ” เพราะทุกไอเดียที่บรรจุอยู่ในหัวของเขาทุกวันนี้ก็ล้วนแล้วแต่แลกมาด้วยเวลาและความทุ่มเททั้งสิ้น “แต่ละที่ที่ไปเปิดร้าน ผมต้องไปอยู่อย่างน้อย 6 เดือน ถึงจะเข้าใจวัฒนธรรมและคนที่นั่นจริงๆ อย่างที่อะบูดาบี้ คุณไม่ต้องเอาเมนูหมูไปขายเลย ไม่มีใครกินแน่นอน หรืออย่างที่อินเดีย บอกเลยว่าห้ามนำเข้าเนื้อวัวมาจากต่างประเทศ มันผิดกฎหมาย เราก็ต้องรู้ว่าจะหาทางหนีทีไล่ คือต้องเขียนในเมนูว่าเป็นเนื้อ “Finley” แทนที่จะเขียนว่า “Beef” มันถึงจะขายได้ หรือเรื่องวัตถุดิบที่เอามาทำอาหารไทย เราก็ต้องรู้แหล่ง เพราะอเมริกาจะไม่ให้สินค้าไทยที่เป็นผักสดและผลไม้นำเข้าในประเทศ ยกเว้นอาหารแช่แข็งและอาหารกระป๋อง ผมเองก็ไม่ได้รู้ทุกอย่างมาก่อน ต้องอาศัยเวลาเก็บเกี่ยวเหมือนกันครับ” ถึงแม้ทุกวันนี้ร้านอาหารของเขาจะอยู่ตัวแล้ว แต่เชฟเอียนยังคงแวะเวียนไปดูแลแต่ละสาขาอยู่เสมอ “แวะไปบ่อยสุดก็นิวยอร์กครับ ไปทุก 2 เดือน แล้วก็มุมไบ 4 อาทิตย์ครั้ง นอกเหนือจากนั้นก็ไปแถบยุโรป” เฉลี่ยแล้วเขาต้องเดินทางไปดูแลกิจการทั้งทริปสั้นทริปยาวอยู่ทุกๆ สองอาทิตย์ อดสงสัยไม่ได้ว่าเขาเอาเวลาที่ไหนมาพักผ่อนนอนหลับ คนถูกถามยิ้มมุมปากและหันมาตอบสั้นๆ ว่า “I sleep when I die” ผู้สัมภาษณ์พยักหน้าพลางคิดในใจว่า นี่คงเป็นอีกหนึ่ง "Secret Ingredient" ที่ซ่อนอยู่ในเมนูชีวิตของเชฟชื่อก้องโลกคนนี้สินะ
23/07/2015
บทสัมภาษณ์ เชพโป้ง
แนะนำตัวเองคร่าวๆ ชื่อเสียงเรียงนาม ทักทายชาว FoodTravel.tv “สวัสดีครับชาว FoodTravel.tv ผมโป้ง ฐาปกรณ์ ชินะวาสี ครับผม ( ยิ้มหวาน )” ปัจจุบันทำงานอะไรที่ไหน หน้าที่อะไรมั่ง “ตอนนี้ทำงานอยู่ที่ สถานทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ในตำแหน่ง Assistant Chef ครับ แล้วก็พ่วงตำแหน่งผู้สาธิตทำอาหารที่ FoodTravel.tv ด้วยครับผม” จบการศึกษาด้านไหนมา “ผมจบตรีจากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครับ “ อาชีพก่อนจะมาเดินสายเชฟ “ตอนจบมาใหม่ๆ ก็ได้ทำงานในบริษัทญี่ปุ่นอยู่ประมาณ 3 เดือนครับ ( รู้สึกจะไม่ถึงดีด้วย ) พอรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ก็เลยออก จากนั้นก็ไปเรียนต่อที่อเมริกาได้ประมาณ 2 ปี ครับ แล้วก็นั่นล่ะคือจุดเปลี่ยน เพราะจริงๆ ประเด็นหลักที่ผมไปอเมริกาก็คือ อยากเดินทาง แล้วก็ศึกษาโลกกว้างเป็นหลักครับ อีกประเด็นหลักที่สำคัญเท่ากันเลยก็คือ จูนภาษาครับ ( หัวเราะ ) ตอนเรียนอยู่ธรรมศาสตร์ผมทำกิจกรรมเป็นหลักครับ เลยไม่ค่อยได้ใช้ ( แหะๆ ) แล้วก็ตอนอยู่อเมริกานี่ล่ะครับ ก็มีโอกาสได้ทำอาหารบ่อยกว่าเดิมมาก คือจริงๆด้วยความเป็นรูปคนเดียว ผมก็ต้องได้ทั้งงานบ้าน งานช่าง หมดเลยจากทางบ้านครับ แม่ผมก็หนีบผมเข้าครัวอยู่ตลอดอยู่แล้ว ก็เลยพอมีพื้นฐานเรื่องรสชาดอยู่ แต่ถ้าจะพูดถึงตัวจุดประกายให้สนใจในสายอาชีพนี้จริงๆนั้น ก็เป็นช่วงท้ายๆที่อยู่ที่อเมริกาครับ พอดีได้พบกับนักเรียน culinary คนหนึ่ง เขาก็ได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสายนี้ให้ฟังอยู่พอตัว แล้วประเด็นที่มันจับใจผมที่สุดก็คือ “ Job กับ Career มันต่างกันนะ” ต่างกันที่ความมั่นคงไงครับ Career น่ะ มันไม่ใช่แค่งาน แต่มันคือองค์ความรู้ คุณคือผู้สร้างสรรค์งาน ไม่ว่าคุณจะไปทำงานตรงไหน จุดใด คุณก็สามารถสร้างสรรค์งานของคุณ ให้ตัวคุณ หรือแม้แต่องค์กรได้ ในขณะที่ Job น่ะตัวแปรเยอะ ความเสี่ยงก็มาก บลาๆๆ ลองคิดตามกันดูก็แล้วกันครับ“ ประสบการณ์ที่คิดว่าเป็นเรื่องน่าจดจำ จะเป็นเรื่องสนุก เศร้าเรื่องดีๆก็ได้ “ที่สุดแล้วผมก็ได้กลับมาเรียนสายนี้จริงๆจังๆ ที่ Le Cordon Bleu สาขาล่าสุดที่เปิดในไทยเราที่เองครับ นี่คือประสบการณ์ทีสุดยอดอีกครั้งหนึ่งในชีวิตผมครับ การเรียนเป็นไปอย่างเข้มข้น แล้วก็เข้มงวดมาก ต้องบอกว่าผมโชคดีครับ ที่รุ่นของผมเนี่ยได้เพื่อนดี แล้วเชฟที่สอนก็เก่งมาก แต่ละคนการันตีด้วย ดาวมิชลินกันทุกคนเลย ที่นี่ผมได้เพื่อนที่รักในสิ่งเดียวกัน มีความหลงไหลในสิ่งเดียวกัน เวลาแห่ไปดูเครื่องครัวกันนี่ยิ่งสนุกเลย เพื่อนผมทุกคนที่นี่ไม่มีใครหวงวิชาใคร เราแบ่งบัน ช่วยเหลือกัน ทั้งในคลาส แล้วก็ข้างนอก สนุกมากครับ แล้วก็เหนื่อยมากด้วย แต่ก็เป็นส่วนที่ดีเยี่ยมในสายอาชีพครับ” ในสายตาของคุณ คิดว่า เชฟคืออะไร “สำหรับผม เชฟคือศิลปินครับ แล้วงานศิลปะชิ้นนี้ เจ๋งสุดๆเพราะอิ่มได้ อร่อยด้วย ( เจ๋งป่ะล่ะ..หัวเราะ ) ที่สำคัญ คำว่าเชฟ ไม่สามารถเรียกตัวเองได้ครับ นอกจากจะมีความรู้ประสบการณ์ถึง แล้วมีผู้ยอมรับ เรียกเราเอง “ งานของเชฟหนักมากครับ ภาพลักษณ์ดูดี สง่า ยิ่งออกสื่อเยอะขึ้น คนก็จะมองเห็นแต่แง่ดีของอาชีพนี้ แต่ที่คุณรู้น่ะ ไม่ถึงครึ่งของงานจริงๆของสายนี้หรอกครับ ยิ่งเชฟกลายเป็นกระแสวัยรุ่นแห่กันมาเรียนสายนี้ ทั้งๆที่ไม่ได้ศึกษาก่อนว่า อะไรเป็นอะไร สุดท้ายล้มเหลวกันไปเกินครึ่งครับ ที่น่าเศร้าคือ สุดท้ายพวกเขาก็ไม่เข้าใจว่าจริงๆแล้ว ตัวตนของสายอาชีพนี้เป็นยังไง ดังนั้นคุณสมบัติที่จำเป็นก็ตามนี้เลยครับ “ ถึก ทน สร้างสรรค์ มีความร่วมสมัยและแหกกฏพอประมาณ ” และที่สำคัญที่สุดคือ “ มีความรักในสายนี้อย่างจริงจังครับ ” หรือที่เขาเรียกกันบ่อยๆว่า “ passion ” เพราะถ้าขาดตัวนี้ไป คุณไม่มีทางอยู่ในสายนี้ได้เลยจริงๆครับ ในสายตาของคุณ คิดว่า การทำอาหารคืออะไร “อาหารมันเป็นการสื่อสารอย่างหนึ่งครับ ถ้าคุณคิดว่ามันก็แค่กินๆ อิ่มๆกันไป งั้นก็จบครับ ไม่ต้องมาคุยกัน เพราะการสื่อสารมันก็คงปิดลงทันทีที่คิดอย่างนั้น ตัวตน หรือแม้แต่อารมณ์ของคุณ ณ ขณะนั้น ถูกถ่ายทอดได้ทันทีในอาหารของคุณ ดังนั้นคนทาน ก็จะสัมผัสและรู้สึกได้ในทุกคำที่ทานครับ ถ้าจะถามว่าสิ่งสำคัญทีสุดในการทำอาหารคืออะไร สำหรับผม ความเอาใจใส่ หรือว่าใส่ใจ นั่นล่ะครับ” หัวใจหลักของการทำอาหาร “การทำอาหารมันช่วยได้ผมได้ปลดปล่อยจินตนาการ และตัวตนในด้านเนื้อแท้ของผมออกไปครับ บางที่ผมก็ไม่รู้ตัวนะ แต่พอกลับมาย้อนดู ก็เออ.. จริงแฮะ” ความฝัน สิ่งที่อยากทำ “แน่นอนเป้าหมายของสายอาชีพนี้ ทุกคนอยากมีร้านเป็นของตัวเองครับ แต่สำหรับผม จะบอกว่า นั่นเป็นอย่างท้ายๆ ที่ผมจะทำ เพราะผมอยากสนุกเต็มที่ในแบบ พริ้วๆ ของผมก่อน คือในสไตล์มือปืนรับจ้างนี่ เราได้เดินทาง เราได้ร่วมงานกับเชฟหลายๆคน ยิ่งมาหน้าหลายตา เราก็ได้เรียนรู้ เพิ่มศักยภาพให้กับตัวเอง ผมชอบมากครับที่ได้ร่วมงานกับเชฟเก่งๆ มันทำให้เราได้ปรับจูนตัวเองให้แน่นยิ่งๆขึ้นไปครับ ผมอยากเดินทางไปรอบโลก ได้เรียนรู้อาหารจากท้องถิ่นต่างๆ เพราะอาหารกับวัฒนธรรมนี่มันเชื่อมโยงกันแบบแยกไม่ออกครับ ที่สุดแล้ว ตัวเราจะปรับแต่ง จูนให้อาหารของเรามีความหลากหลายที่ลงตัว และเป็นลายเซ็นต์ของเราในที่สุด” มีอะไรจะบอกหรือแนะนำเพื่อนๆที่ชอบทำอาหารหรือสนใจการทำอาหาร หรือแม้แต่คนที่คิดจะเดินสายเชฟบ้าง “สำหรับทุกคนที่อยากเข้ามาในสายนี้ครับ ผมอยากให้ศึกษาให้ดี ให้มากๆเลย เตรียมใจพบกับความยากลำบากเอาไว้ได้เลย ที่ผมกำลังพูดถึงคือสายอาชีพที่เรียกว่า Culinary World ผมอยากให้คุณนึกถึง Hell Kitchen ไว้ครับ นั่นล่ะ เกินครึ่งของความจริง มันเป็นอย่างนั้นครับ มันไม่ได้สวยงามแบบที่สื่อประโคมกัน บางครั้งในครัว ( ที่เสิร์ฟอาหารจริงๆ ) มันก็เป็นเหมือนดินแดนแห่งความฝัน และบ่อยครั้งที่มันเป็นสนามรบ แต่ไม่ว่าอะไรจะยังไงก็ตามครับ พื้นฐานคือความรักครับ อย่าลืมสิ่งสำคัญที่สุดสิ่งนี้ แล้วคุณจะสนุกกับมันในที่สุดครับผม” มีอะไรทิ้งท้ายให้แฟน FoodTravel.tv บ้าง “สำหรับแฟนๆ foodtravel.tv และใครๆก็เข้าครัว ผมก็อยากจะขอฝากเวปของเราไว้ด้วยนะครับ ทุกคนทุ่มเท เพื่อให้ได้งานที่ดีที่เป็นประโยชน์กับทุกๆท่านอย่างจริงใจครับ เราอยากเป็นสื่อที่ สามารถสื่อสารแลกเปลี่ยนความรู้กันได้อย่างอบอุ่นครับ ดังนั้น มีข้อแนะนำ หรือแม้แต่ติชม ก็เต็มที่ครับ ( แต่ขอแบบสร้างสรรค์นะฮ้าฟ..ฟฟ ) ^_^ “ ที่มา  : http://www.foodtravel.tv/forum_ans.aspx?boardId=11&detailId=233
23/07/2015