×
×
×
×
งานครัว
เงินเดือนหรือค่าจ้างของ กุ๊ก เชฟ เท่าไร?
เห็นสมาชิกบางท่านมาโพสต์ถามไถ่เรื่องค่าตัวกุ๊กกันนะครับ ในฐานะที่ผมเคยทำตั้งแต่ร้านลาบ-ร้านเหล้าคาราโอเกะ -โรงแรม2,3ดาว จนถึงห้าดาวมาแล้ว เลยขอเอาที่เจอมาเล่าสู่กันฟัง พอเป็นความรู้สำหรับท่านที่ยังสงกะสัยเรื่องค่าตัวกันนะครับ1. ร้านเหล้า ร้านคาราโอเกะหรือร้านอาหารชาวบ้านๆทั่วไป ร้านพวกนี้จะจ้างแพงนะครับ แต่เรื่องสวัสดิการต่างๆ เช่นประกันสังคม หรือวันหยุด จะไม่มี เวลาเข้างานแน่นอนอยู่ แต่เวลาเลิกไม่ค่อยแน่นอน (อาจต้องเข้างาน 17.00ถึงตีหนึ่งตีสอง) คือบางทีร้านประเภทนี้จะจ้างแค่คนสองคน บางร้านคาราโอเกะ มีกุ๊กคนเดียวด้วย ทำทุกอย่าง จ่ายตลาดเอง ทำอาหารเตรียมเองค่าจ้างกุ๊ก อยู่ที่ 13,000-15,000 อัพ ลูกมือก็ประมาณ 9,000-12,000 อันนี้แล้วแต่ขนาดของร้านนะครับ ร้านใหญ่ๆ อาจจ้างแพงกว่า หรือถูกกว่านี้ เพราะต้องใช้กุ๊กเยอะ เลยกดราคา2. ร้านอาหารหรือภัตตาคาร ที่เน้นขายอาหารจริงๆร้านประเภทนี้ เน้นเรื่องรสชาติหน้าตากับข้าว ไม่ใช่ขายคนเมา แน่นอนที่กุ๊กต้องมีฝีมือแบบชัวร์ๆ แถมต้องใช้กุ๊กกับผช.กุ๊กเยอะ เพื่อเพียงพอต่อการบริการลูกค้าสวัสดิการต่างๆ จะมีตามควรจะมีทั่วไป เช่นวันหยุด,ประกันสังคม ,ลาวันหยุดตามเทศกาล บางร้านมีเซอร์วิสชาร์ท(หรือบางที่เรียกเงินอินเซนทิฟให้พิเศษด้วย) แต่เวลาทำงานจะเป็นแบบสปีดชิพ เช่น เข้างาน 10.00-13.00 แล้วเบรก 1-2 ชม. แล้วมาทำงานต่อถึงสี่ทุ่มห้าทุ่ม พูดง่ายๆ เวลาทำงานจะกินเวลาคุณไปครึ่งวันค่าจ้าง จะไม่แน่นอน แล้วแต่คุณจะมีความสามารถต่อรองเช่น กุ๊กกะทะ 1-2 จะอยู่ที่ 16,000 ไปยัน 20,000 ถ้าเป็นหัวหน้าหรือเชฟที่ส่วนใหญ่จะเป็นกะทะหนึ่ง อาจจะถึงสามหมื่นกว่า ตามที่เจ้าของร้านถูกใจคุณรึไม่ ส่วนลูกมือ(เขียง1-2-3) จะอยู่ที่9,000-15,000 ตามความสามารถ *หมายเหตุ พวกภัตตาคารตามสนามกอล์ฟหรือรีสอท ก็จะประมาณนี้3. ร้านอาหารตามห้างพวกนี้จ้างไม่แพงนะครับ สังเกตุได้จะมีแต่วัยรุ่นทำ เช่นร้านก๋วยเตี๋ยวเรือหรือร้านอาหารญี่ปุ่น ที่คุณๆน่าจะพอเคยเจอกัน อัตตราค่าจ้างจะอยู่ที่9,000-12,000 เท่านั้นเอง คนที่ได้มากกว่านี้ ส่วนใหญ่จะอยู่มานานมาก หรือเป็นหัวหน้าครัว......สวัสดิการจะตรงตามกฎหมายอยู่พอสมควร แต่อยากให้ระวังเรื่องการขาดลามาสาย เพราะไอ้ร้านพวกนี้ หักเงินกันหยุมหยิมมาก ขาดงานที โดนหักรวมแล้วเป็นพันก็มี4. โรงแรม 2-3 ดาวขนาดโรงแรมจะอยู่ที่ 30 ถึง 80 ห้อง (โดยส่วนใหญ่) เวลาทำงาน 9 ชม.ต่อวัน หยุดสัปดาห์ละวัน สวัสดิการถูกต้องตามกฎหมาย ......ไม่มีรอบดึก โรงแรมพวกนี้ค่าห้องถูก กับข้าวราคาไม่แพง ในครัว ก็ประมาณร้านอาหารข้างทางละครับ เพียงแค่มีเสต็กขาย(5555++) ค่าจ้างก็ตามนี้commis1 =10,000-11,000commis2=9,000Demi chef =11,000-12,000Sous chef=20,000-25,000chef de partie=15,000-17,000โรงแรมประเภทนี้ส่วนใหญ่จะใช้chef de partie หรือSous chefคุมเลย เพราะจะมีแค่ABF กับขาย A la cart ไม่มีExchef นานๆจะรับงานจัดเลี้ยงที ซึ่งก็ไม่มากหรอก เต็มที่30-50คน บางทีมีใหญ่สุดแค่Demi chef หรือมีแค่ตำแหน่งChef เฉยๆ ค่าจ้างจะไม่ต่างจากโรงแรม3-4 ดาวมากนัก แต่ที่ต่างคือค่าเซอร์วิสชาร์ท โรงแรม 2-3ดาว จะอยู่ที่ประมาณ2,000-4,000กว่าๆ5. โรงแรม 3-4 ดาวโรงแรมพวกนี้จะมีขนาดประมาณ 70-80 ถึงร้อยกว่าห้อง เกรดห้องพักก็แล้วแต่เชนนะครับ ถ้าเชนดังๆ หรือเป็นสาขาย่อยของโรงแรมห้าดาว อันนี้ก็ดีไป เพราะจะมีลูกค้าต่อเนื่อง มาตรฐานจะดีกว่าโรงแรมขนาดเท่ากัน แต่ไม่มีชื่อเสียง ค่าจ้างก็จะประมาณนี้commis1 =11,000-12,000commis2=9,000-10,000Demi chef =12,000-13,000Sous chef=30,000-40,000 อัพchef de partie=15,000-17,000Exchef = 70,000 - 90,000ส่วนเซอร์วิสชาร์ท ขั้นต่ำๆที่เจอมา ก็ตั้งแต่5,000-10,000กว่าบาทแล้วแต่เชนนะครับ6. โรงแรม 5 ดาวโรงแรมพวกนี้ชัวร์ครับ สวัสดิการ การทำงานการดูแลพนักงานเยี่ยมตามมาตรฐานเป๊ะๆ ค่าจ้างก็ประมาณนี้commis1 =11,000-12,000commis2=10,000-11,000commis3 or helper cook = 9,000Demi chef =13,000-14,000Sous chef=50,000-80,000chef de partie=15,000-17,000Exchef = แสนกว่าๆครับ แล้วแต่ความสามารถในการต่อรองส่วนเซอร์วิสชาร์ทก็ต่ำๆหลัก 7-8 พันนะครับ เท่าที่ผมเจอมาข้อสังเกตุ.1. เงินเดือนกุ๊กที่ทำร้านอาหาร อาจขึ้นอยู่กับการเจรจากับเจ้าของร้านและฝีมือ รวมทั้งดวงด้วยนะว่าเจ้าของร้านเค้าชอบคุณมั้ย2. โรงแรมที่มีห้องเยอะ เช่น 4-5 ร้อยห้องอาจไม่ได้จ้างแพงเสมอไป เพราะบางทีค่าห้องถูก แต่ต้องใช้กุ๊กเยอะ อาจมีการกดเงินเดือน3. โรงแรมขนาดกลางๆ แค่7-9สิบห้อง อาจจ้างแพงและเซอร์วิสเยอะ เพราะเป็นสาขาของโรงแรมห้าดาว เช่นฟูราม่า หรือฮอลิเดย์อิน4. ส่วนใหญ่แล้ว หากกุ๊กเริ่มงานใหม่ โรงแรมทั่วไป จะจ่ายเซอร์วิสชาร์ทแค่50% ต้องรอผ่านบรรจุก่อน ถึงได้เซอร์วิสเต็ม100%5. โรงแรมหรือร้านอาหารตามแหล่งท่องเที่ยว เช่นในภูเก็ต พัทยา อาจจ้างแพงกว่านี้ อีกอย่าง เกิดจากค่าแรงขึ้นต่ำในจังหวัด นั้นด้วย ผมเคยทำโรงแรม5ดาวในขอนแก่น เค้าจ้างcommis1 เงินเดือนเท่ากับสจ๊วต 5,500 บาท(เมื่อสามปีก่อนหน้านี้นะ)6, หากต้องการทำงานโรงแรม แล้วอยากได้ตำแหน่งดีๆ ใบผ่านงานสำคัญมากนะครับ ยิ่งเป็นใบผ่านงานโรงแรมด้วยกันยิ่งดีมาก แต่ไม่ใช่ทำแต่ละที่ 4-5 เดือนนะ ฝ่ายบุคคลเค้าจะมองว่าคุณไม่มีความอดทนหมายเหตุ. เนื่องจากเคยเจอว่ากุ๊กที่ทำร้านอาหาร ไม่เข้าใจเรื่องตำแหน่งต่างๆ ในครัว ที่เค้าเรียกเป็นภาษาอังกฤษ ว่ามันคืออะไร ผมขอแนบมาไว้ให้อ่านกันนิดนึงนะ- commis1 (คอมมิสวัน)= คือกุ๊ก ที่เป็นงานแล้ว ประมาณ กะทะหนึ่ง-กะทะสอง ผัดได้ทอดได้ ปรุงอาหารได้- commis 2 หรือ 3 (คอมมิสทูหรือคอมมิสทรี) = คือผู้ช่วยกุ๊ก ประมาณพวกหน้าเขียง- Helper cook (เฮ็ลเปอร์กุ๊ก) = อันนี้พวกค่อยหั่นผัก เตรียมของให้กุ๊ก ไม่มีสิทธิปรุง- Chef de partie (เชฟ เดอ ปาร์ตี) = เป็นหัวหน้ากุ๊ก คุมเฉพาะแผนกเช่น คุมครัวไทยหรือครัวยุโรป ครัวใดครัวหนึ่งไปเลย โรงแรมเล็กๆบางที ที่มีกุ๊กแค่3-4 คน อาจใช้ตำแหน่งนี้ คุมทั้งครัว แทนตำแหน่งChef เนื่องจากลดต้นทุนเรื่องเงินเดือนค่าจ้างแต่หากเป็นโรงแรมใหญ่ จะมีซูเชฟ และเอ๊กซ์เชฟคุมอีกที ตำแหน่งนี้เลยจำเป็นต้องมีคุณสมบัติที่ทั้งปรุงอาหาร,คุมค่าใช้จ่ายในครัวและคุมคนให้ได้- Demi chef (เดมี่ เชฟ) = ความสามารถของตำแหน่งนี้ ใกล้เคียงตำแหน่ง Chef de partie ม๊ากกก แต่เงินเดือนถูกกว่า (55555++) เหมือนตำแหน่งรอเสียบ คือจะเป็นแค่กุ๊กธรรมดาก็ไม่ใช่ แต่จะเป็นหัวหน้าก็ไม่เชิง ครึ่งๆกลางๆ ความรับผิดชอบพอๆกัน ต้องเป็นตัวสำรองของ Chef de partie อีกที แต่ศักดิ์ศรีจะดีกว่ากุ๊กทั่วไป- Sous chef (ซูเชฟ) = รองเชฟใหญ่ ออกใบเตือนลูกน้องได้เลย เป็นตัวแทนของเชฟใหญ่ ทั้งเรื่องงานในครัว หรือเข้าประชุมกับบอร์ดบริหาร แต่ส่วนใหญ่ที่เจอมา จะไม่ค่อยถูกชะตากับเชฟใหญ่นะ ฮ่าๆๆ- Executive chef (เอ็กซคูทิฟ เชฟ) = เชฟใหญ่สุด ของแผนกครัว คุมหมด ทั้งครัวจัดเลี้ยง ครัวขาย แต่ครัวแคนทีนหรือครัวพนักงาน บางที่จะขึ้นตรงกับฝ่ายบุคคล(HR) อันนี้ต้องเป็นหมดทุกอย่าง ทั้งเรื่องงานเปเปอร์(เอกสาร) และงานครัว บางที่หากGM เป็นฝรั่ง ภาษาอังกฤษ ก็ต้องได้ด้วยนะอันนี้ที่โพสต์มาก็ตามที่ผมเคยได้รู้ได้เจอมานะครับ หากเป็นโรงแรมขนาดใหญ่มากตำแหน่งจะมีเยอะกว่านี้ เช่น Ex sous อีกทั้งเรื่องอัตตราค่าจ้าง บางที่อาจจะมากหรือน้อย ตามทำเลด้วย หวังว่าโพสต์นี้คงได้ประโยชน์เป็นไกด์ไลน์ ของกุ๊กทุกๆท่านนะ ^ ^
งานครัว
เงินเดือนหรือค่าจ้างของ กุ๊ก เชฟ เท่าไร?
คุณสมบัติ 5 ข้อ ของผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร
คุณสมบัติของผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร1.ต้องมีหรือพยายามมีความรู้ด้านอาหารในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน มีปัญหาขาดพ่อครัว แม่ครัว เจ้าของร้านอาหารควรมีความรู้ ในด้านการประกอบอาหาร เพื่อเป็นการแก้ไขเฉพาะหน้า และสามารถทำงานได้ราบรื่น นอกจากนี้ยังเป็นพื้นฐานที่ดีในการสร้างสรรค์รายการอาหารใหม่ๆได้อีกด้วย (ถ้าไม่มีไม่เป็นไร ของแบบนี้ฝึกกันได้)2.มีความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เจ้าของหลายๆร้านประสบความสำเร็จ การนำเสนอรายการอาหารที่แปลกใหม่ถือเป็นจุดขายของร้านซึ่งทำให้ เป็นที่จดจำแก่ผู้บริโภคเป็นอย่างดี ดังนั้นผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารควรมี ความคิดที่สร้างสรรค์ แปลกใหม่ และมีความเข้าใจในเทคนิคในการทำอาหาร เพื่อสร้างสรรค์รายการอาหารที่เป็นจุดขายของร้าน3.เป็นคนช่างสังเกตุเพื่อรับรู้ถึงความต้องการของผู้บริโภค ในบางกรณีที่ไม่ได้รับการร้องเรียนด้านบริการโดยตรง เช่น เรื่องการบกพร่องในรสชาติอาหารที่ไม่ตรงกับความต้องการ แต่ผู้บริโภคไม่บอกให้เราทราบ(ไม่กล้าบอกหรือไม่อยากบอกก็มี) หรือการที่เราสังเกตุเห็น หรือ ให้พนักงานเอาใจใส่ในเรื่องนี้ และสังเกตุสิ่งเหล่านี้จะสามารถ ทำให้เกิดการแก้ไขพัฒนา อาหารและบริการให้ตรงตามความต้องการ ของผู้บริโภคได้ในอนาคต4.มีความอดทน ใจเย็น สุภาพ อ่อนโยน และมีอัธยาศัยดี ด้วยเหตุผลที่ ลูกค้าที่มาใช้บริการร้านอาหารของเรานั้นมีหลายประเภท และความต้องการของลูกค้า แต่ละรายนั้นแตกต่างกัน ความอดทน ใจเย็น สุภาพ อ่อนโยน มีส่วนช่วยให้แก้ปัญหาต่างๆได้อย่างราบรื่น 5.มีความรู้ทางด้านการจัดการและการบริหารเพื่อสามารถบริหารจัดการในเรื่องต่างๆได้อย่างเหมาะสมและเป็นระบบ ทั้งหมดนี้เพียงพอให้คุณสำรวจตัวเองแล้วพบว่าคุณมี คุณสมบัติและความพร้อมดังกล่าวมาแล้วหรือไม่ ถ้าคุณตอบว่า ใช่ หรือ มี ก็ขอแสดงความยินดีกับคุณก่อนเลยว่า คุณพร้อมแล้วที่จะเริ่มต้นธุรกิจร้านอาหาร
งานครัว
คุณสมบัติ 5 ข้อ ของผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยสำหรับพนักงานเสิร์ฟมือโปร
  พนักงานบริการมือโปรนั้น เวลาจะเสิร์ฟอาหารจะไม่ถามแขกว่าอาหารจานนี้เป็นของลูกค้าท่านใด แต่จะจดจำให้ได้ว่าใครสั่งอะไร และสามารถเสิร์ฟได้อย่างแม่นยำ ไม่ผิดคนในโรงแรมหรือภัตตาคารที่มีมาตรฐาน จะมีการฝึกอบรมพนักงาน พนักงานเสิร์ฟ บริกร ในการรับคำสั่งอาหารและเสิร์ฟอาหารได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าพนักงานที่นำอาหารมาเสิร์ฟจะเป็นคนละคนกับพนักงานที่รับคำสั่งจากลูกค้าก็ตาม          สิ่งที่ทำให้พวกเขาไม่พลาดในการเสิร์ฟอาหารก็คือ การเขียนแผนผังที่นั่งของแขก (Table Plan/Seating Plan) ก่อนรับคำสั่งอาหาร โดยการกำหนดว่าในแต่ละโต๊ะ จะนับหมายเลขจากซ้ายมือของประตูทางเข้าร้านอาหารเป็นหมายเลข 1 จากนั้นก็ใช้วิธีนับตามเข็มนาฬิกา          นอกจากนี้ ก่อนเสิร์ฟอาหาร พนักงานจะต้องบอกชื่ออาหารก่อนเช่นกัน เพื่อให้แขกรู้ตัวและเพื่อให้แขกแน่ใจว่าสิ่งที่แขกสั่งนั้นถูกต้อง และไม่ผิดคน          บ่อยครั้งในห้องอาหารที่พนักงานบริการไม่ได้บอกแขกก่อนลงอาหาร จนบางครั้งผิดพลาดลงอาหารผิดโต๊ะ จนแขกรับประทานหมดเรียบร้อยแล้วบอกว่า “รายการนี้ไม่ได้สั่ง” ส่งผลให้เสียเวลา เสียต้นทุน เสียความรู้สึกทั้งแขกและพนักงาน เพียงแค่บอกให้แขกทราบว่าอะไรที่มาเสิร์ฟนี้คืออะไร ก็จะไม่เกิดข้อผิดพลาดเช่นนี้ขึ้น          ยิ่งในกรณีที่แขกเข้ามารับประทานอาหารพร้อมคุยเรื่องธุรกิจไปด้วย การบอกให้แขกรู้ตัวก่อนเสิร์ฟอาหาร ยิ่งเป็นสิ่งที่จำเป็น ต้องขออนุญาตแขกก่อน มิฉะนั้นอาจเกิดอุบัติเหตุ เช่น อาหารหกลงบนเอกสารสำคัญของแขก หรือจังหวะเข้าไม่ดีอาหารหรือจานโดนแขก เป็นต้น          แค่เพียงกล่าว “ขอโทษครับ ข้าวผัดปูครับ” ก็ใช้ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้การทำให้แขกสนใจก่อนลงอาหาร ด้วยการไอ สัมผัสแขก หรือส่งเสียง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการ ไม่สุภาพ ไม่ควรทำอย่างยิ่ง          นอกจากนี้ในการสร้างความประทับใจให้กับแขก พนักงานบริการควรจดจำคำวิเศษที่นิยมใช้กัน 5 คำ ดังนี้• ก่อนจะรบกวนใครทำอะไร ควรพูดคำ “ขอโทษ” (Excuse Me)• หากมั่นใจว่าสิ่งที่ลูกค้าขอนั้นเราสามารถจัดหาหรือทำได้โดยไม่ยุ่งยากนัก ควรพูดว่า “ได้ครับ” (Certainly)• เมื่อทำผิดพลาดควรพูดว่า “ขอโทษ” (I’m Sorry)• เมื่อมีใครทำอะไรให้เรา ควรกล่าวคำ “ขอบคุณ” (Thank You)• เมื่อมีแขกกล่าวคำขอบคุณเรา เราก็ควรบอกว่า “เรายินดีที่จะให้บริการ (You’re Welcome)          เทคนิคเหล่านี้ไม่ยาก และยังจะช่วยสร้างความประทับใจให้กับแขกติดใจในบริการ ต้องการที่กลับมาใช้บริการที่ร้านอาหารของคุณอีก หรือดีกว่านั้น เขาอาจบอกต่อเพื่อน ๆ ให้มาใช้บริการร้านคุณอีกด้วย
งานครัว
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยสำหรับพนักงานเสิร์ฟมือโปร
5 คุณสมบัติ ของคนที่อยากเป็นเชฟ
“อาชีพเชฟ” หากจะพูดถึงสายอาชีพนี้ในยุคปัจจุบัน ถือว่าเป็นหนึ่งอาชีพที่มีภาพลักษณ์ที่ดีและน่าสนใจไม่น้อย กระทั่งกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ใครหลายๆ คนใฝ่ฝันถึง แต่อาชีพเชฟในคำจำกัดความอย่างแท้จริงอาจยังมีอยู่น้อยคนนักที่จะเข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง เพราะส่วนมากคำสำคัญคำนี้มักทำให้นึกถึงแต่การปรุงอาหารเท่านั้น ซึ่งผิดถนัดในหน้าที่หลักๆ ของอาชีพเชฟ แม้ว่าการปรุงอาหารจะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญอย่างมากในสายอาชีพนี้ก็ตามที แต่นอกจากนี้ก็ยังมีหน้าที่อื่นอีกมากมายประกอบด้วยเช่นกันกล่าวถึงหน้าที่ของอาชีพเชฟสักนิด เพื่อให้ทำความเข้าใจกันถ้วนหน้าถึงหน้าที่หลักๆ ของการเป็นเชฟ นั่นก็คือการ “บริหารครัว” มากกว่าการปรุงอาหารเท่านั้นโดยหน้าที่ทั้งหมดทุกส่วนภายในครัวจะต้องอยู่ในความดูแลของผู้ที่ดำรงอยู่ในสายอาชีพเชฟทั้งหมด ทำให้งานของอาชีพเชฟถือเป็นงานที่หนักพอตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายๆ คนควรทำความเข้าใจให้มาก เพราะยังมีอีกจำนวนไม่น้อยที่ใฝ่ฝันว่าอาชีพนี้จะเป็นงานทำอาหารสบายๆ ชิลๆ ที่ดำรงอยู่ท่ามกลางความสบายอกสบายใจ ขอเพียงแค่มีใจรักในการทำอาหารเท่านั้นซึ่งผิดถนัด เพราะอาชีพนี้ถือได้ว่าต้องมีความรับผิดชอบสูงและต้องทำงานภายใต้ภาวะกดดันได้ด้วยอาชีพเชฟกับคุณสมบัติที่จำเป็นต้องมี1. รักการทำอาหารแน่นอนว่าการเป็นเชฟหน้าที่ที่สำคัญอีกหนึ่งประการก็คือการปรุงอาหาร โดยในการปรุงอาหารระดับเชฟนั้นจะต้องไม่ธรรมดาอีกด้วย ไม่เหมือนกับการทำอาหารทั่วๆ ไปที่มีวางขายตามท้องตลาด แต่เพราะอาหารจากเชฟ คืออาหารพร้อมเสิร์ฟต่อลูกค้าตลาดบน ทำให้อาหารที่ได้จำเป็นต้องมีเอกลักษณ์หรือมีรสชาติที่มีความพิเศษกว่ารสชาติของอาหารทั่วๆ ไป ฉะนั้นการปรุงอาหารของเชฟอาจต้องคิดค้นสูตรด้วยตัวเอง รวมไปถึงการคิดค้นเมนูของตัวเองขึ้นมา เพื่อเสิร์ฟแก่ลูกค้าอีกด้วย ทำให้คุณสมบัติที่สำคัญอีกหนึ่งประการของอาชีพเชฟคือมีใจรักในการทำอาหาร2. มีความรับผิดชอบสูงเพราะการเป็นเชฟไม่ใช่เพียงแค่การทำอาหารเท่านั้น แต่มีหน้าที่หลายอย่างที่อยู่ในความดูแลของเชฟ ทั้งยังมีฐานะเปรียบเสมือนเป็นหัวหน้าใหญ่ในครัว ทำให้คุณสมบัติที่สำคัญของการเป็นเชฟจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบสูง ต้องควบคุมและดูแลผู้ร่วมงานในทีมให้ทำงานออกมาอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด รวมทั้งยังต้องจัดการในเรื่องต่างๆ ภายในครัวให้ดำเนินไปอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดด้วย3. รักความสะอาดเพราะอาชีพเชฟเป็นสายงานที่เกี่ยวข้องกับอาหารการกิน ที่จำเป็นต้องใส่ใจในเรื่องของความสะอาดอย่างมาก ฉะนั้นคุณสมบัติสำคัญของการเป็นเชฟจึงต้องมีใจรักความสะอาดอย่างสูง และถือเป็นคุณสมบัติสำคัญอีกหนึ่งประการที่ขาดไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้อาหารที่ออกมามีคุณภาพมากที่สุด สร้างความประทับใจกับลูกค้ามากที่สุด4. มีความอดทนอาชีพเชฟถือเป็นงานที่หนักมาก เพราะต้องดูแลทุกอย่าง ในขณะที่หน้าที่ความรับผิดชอบที่มีก็ค่อนข้างมาก และเป็นงานที่เหน็ดเหนื่อยพอสมควร ทั้งยังยกของหนักและยังต้องยืนทั้งวี่วันตลอดการทำงาน ฉะนั้นคนที่จะเป็นเชฟได้นั้นความอดทนต้องสูง มิเช่นนั้นไม่อาจประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้อย่างแน่นอน มากกว่านี้ยังมีในเรื่องของจิตใจที่ต้องทำงานภายใต้ภาวะกดดัน ก็ทำให้ต้องใช้ความอดทนเช่นกัน5. มีไหวพริบอาชีพเชฟถือเป็นงานที่มีรายละเอียดค่อนข้างมาก รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคที่มีเข้ามาก็ปรากฎขึ้นอยู่เสมอในสายงานนี้ เช่น วัตถุดิบขาดแคลน หรือเวลาที่มีจำกัด ทำให้ลูกค้าบางรายเกิดความไม่พอใจ อาชีพเชฟจึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีและต้องมีไหวพริบเป็นคุณสมบัติหลัก ซึ่งส่งผลต่อการจัดการกับปัญหาทุกอย่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ
งานครัว
5 คุณสมบัติ ของคนที่อยากเป็นเชฟ
ตำแหน่งงานล่าสุด
        ตำแหน่งงานและบริษัท จังหวัด อัตราเงินเดือน วันที่ลงประกาศ
งานครัว
กรุงเทพ N/A 28/04/2017 งานร้านอาหาร
งานครัว
กรุงเทพ N/A 28/04/2017 งานร้านอาหาร
งานครัว
กรุงเทพ N/A 28/04/2017 งานร้านอาหาร
งานครัว
กรุงเทพ N/A 28/04/2017 งานร้านอาหาร
งานครัว
กรุงเทพ N/A 28/04/2017 งานร้านอาหาร
งานครัว
กรุงเทพ N/A 28/04/2017 งานร้านอาหาร
กรุงเทพ N/A 28/04/2017 งานร้านอาหาร
กรุงเทพ N/A 28/04/2017 งานร้านอาหาร
งานครัว
กรุงเทพ 0 - 10,000 28/04/2017 งานร้านอาหาร
งานครัว
กรุงเทพ 0 - 10,000 28/04/2017 งานร้านอาหาร
งานครัว
กรุงเทพ 0 - 10,000 28/04/2017 งานร้านอาหาร
งานครัว
กรุงเทพ 0 - 10,000 28/04/2017 งานร้านอาหาร
งานครัว
กรุงเทพ N/A 28/04/2017 งานร้านอาหาร
กรุงเทพ N/A 28/04/2017 งานร้านอาหาร
งานครัว
กรุงเทพ N/A 28/04/2017 งานร้านอาหาร
งานครัว
กรุงเทพ N/A 27/04/2017 งานร้านอาหาร
งานครัว
กรุงเทพ N/A 27/04/2017 งานร้านอาหาร
งานครัว
กรุงเทพ N/A 27/04/2017 งานร้านอาหาร
งานครัว
กรุงเทพ N/A 27/04/2017 งานร้านอาหาร
งานครัว
นครปฐม N/A 27/04/2017 งานร้านอาหาร
งานทั้งหมด